ระเบิดศึกฟุตบอลน็อคเอ้าท์ถ้วยประวัติศาสตร์ Chang FA Cup 2019

 

“ประเทศอังกฤษ” ถือเป็นต้นกำเนิดของศาสตร์ลูกหนังที่มีความโดดเด่นไม่แพ้ประเทศชาติอื่นๆ โดยจะเรียกกีฬาที่ใช้เท้าเตะลูกบอลว่า “ฟุตบอล” ซึ่งแตกต่างจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่เรียกกันว่า “ซอคเกอร์” แต่การเล่นและกติกานั้นเหมือนกัน

 

 

ในอังกฤษ “ฟุตบอล” ได้เกิดขึ้นมากว่า 150 ปีที่แล้ว พร้อมจัดการแข่งขันในหลายรูปแบบ รวมทั้งการแข่งขันพบกันหมดแบบเก็บคะแนนตลอดฤดูกาล หรือที่เรารู้จักกันดีว่า “พรีเมียร์ ลีก” และด้วยความแข็งแกร่งของฟุตบอลในประเทศ จึงได้เริ่มมีการแข่งขันฟุตบอลถ้วยต่างๆมากยิ่งขึ้น

 

ในปี 1872 ได้เป็นจุดกำเนิดของฟุตบอลถ้วยน็อคเอ้าท์ “เอฟเอ คัพ” ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีรูปแบบแข่งขันแบบประกบคู่ในทุกรอบ แพ้คัดออก ทุกทีมสามารถเข้าแข่งขันได้หมด โดยไม่มีข้อจำกัดของระดับชั้นตั้งแต่ลีกต่ำสุด จนถึงลีกสูงสุด

 

 

ในปีแรก มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันเอฟเอ คัพ ทั้งสิ้น 16 ทีม ซึ่งสโมสรวันเดอเรอส์ ได้ต่อสู้ฝ่าฟันจนเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศจนถึงรอบชิงชนะเลิศ และสามารถคว้าแชมป์ไปได้สำเร็จ หลังเอาชนะ โรยอร์ เอ็นจิเนีย ไป 1-0 รับถ้วยอันทรงเกียรติไปครอง และได้ดำเนินการแข่งขันฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ จนถึงวันนี้ รวม 147 ปี นั่นคือต้นกำเนิดของการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ ที่ได้รับความนิยมจากทั่วทุกมุมโลกจนถึงปัจจุบัน

 

 

ในประเทศไทยการแข่งขันฟุตบอลในประเทศไทย ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 103 ปีที่แล้ว โดยเป็นการแข่งขันฟุตบอล“ถ้วยใหญ่” หรือ “ถ้วยพระราชทานประเภท ก.” ซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลระดับสูงสุดในสมัยนั้น รองลงมา คือ ถ้วยพระราชทานประเภท ข. ค. และ ง. ตามลำดับ

 

และในปี 2518 ได้เพิ่มการแข่งขันฟุตบอลถ้วยอีกหนึ่งรายการ คือ “ไทย เอฟเอ คัพ” ที่นำทีมจากการแข่งขัน ตั้งแต่ถ้วย ก. ข. ค. ง. มาเข้าแข่งขันแบบประกบคู่ แพ้คัดออก โดยไม่แบ่งชนชั้น แบบแผนเดียวกับประเทศอังกฤษ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และเป็นฟุตบอลถ้วยประวัติศาสตร์ ที่ถือกำเนิดก่อนการแข่งขันฟุตบอลในระบบลีกของไทย

 

 

โดย “ทีมสโมสรราชประชา” สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพไปครองในครั้งแรก และถือเป็นแชมป์ครองถ้วยได้นานสุดถึง 5 สมัย ในปี 2518, 2519, 2528, 2535 และ 2537 ซึ่งปัจจุบันลงแข่งขันในไทยลีก 3

 

 

ตามมาด้วย “ปราสาทสายฟ้า” สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่คว้าแชมป์ไปด้วยกันถึง 4 สมัย ในปี 2554, 2555, 2556 และ2558

 

 

ส่วนอันดับที่ 3 มี 2 ทีมด้วยกัน คือ สโมสรธนาคารกรุงเทพ ที่คว้าแชมป์ในปี 2523, 2524  และ2541

 

 

และสโมสรทหารอากาศ หรือ แอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน ที่เคยคว้าแชมป์ในปี2538, 2539 และ2544 ซึ่งปัจจุบันลงแข่งขันในไทยลีก 2

 

 

อันดับที่ 4 “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี ทีมระดับตำนานของไทย ที่คว้าแชมป์ไปเมื่อปี 2553 และคว้าแชมป์ร่วมในปี 2559

 

 

และ “กว่างโซ้งมหาภัย” เชียงราย ยูไนเต็ด ที่คว้าแชมป์ล่าสุด 2 สมัยซ้อน ในปี 2017 และ2018

 

อันดับสุดท้าย คือทีมที่คว้าแชมป์ไปทีมละ 1 สมัย ได้แก่ทีม ลพบุรี ในปี 2527, องค์การโทรศัพท์ ในปี 2536, สินธนา ในปี 2540, ธนาคารกสิกรไทย ในปี 2542, การท่าเรือ เอฟซี ในปี 2552, บางกอก กล๊าส หรือ บีจี ปทุม เอฟซี ในปี 2557 และแชมป์ร่วม ได้แก่ ชัยนาท ฮอร์นบิล, ราชบุรี มิตรผล เอฟซี และสุโขทัย เอฟซี ในปี 2559

 

 

ที่ผ่านมา บริษัท ช้างอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยเครื่องดื่มตราช้าง ได้ร่วมกับ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดการแข่งขันเอฟเอ คัพ ขึ้นเพื่อสานต่อการแข่งขันฟุตบอลถ้วยประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “ช้าง เอฟเอ คัพ” ซึ่งทีมแชมป์จะได้รับเงินรางวัลสูงสุดถึง 5,000,000 บาท และสิทธิ์เข้าแข่งขันฟุตบอล AFC Champions League 2020 ในรอบเพลย์ออฟ รอบที่ 2 อีกด้วย

 

ซึ่งในปี 2019 นี้ มีทีมเข้าร่วมการแข่งขัน “ช้าง เอฟเอ คัพ” รวมทั้งสิ้น 100 ทีม ประกอบด้วย ทีมจากไทยลีก2 – 5 จำนวน 84 ทีม และแข่งขันแบบน็อคเอ้าท์ในรอบเพลย์ออฟ เพื่อหา 36 ทีมที่ดีที่สุด เข้าแข่งขันกับทีมจากไทยลีก 1 และทีม Lucky Draw จำนวน 12 ทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบ 64 ทีมสุดท้าย

 

โดยรายชื่อทั้ง 64 สโมสรประกอบด้วย

ทีมจากไทยลีก 1 จำนวน 16 ทีม ประกอบด้วย ชัยนาท ฮอร์นบิล, สุโขทัย เอฟซี, พีที ประจวบ เอฟซี, สุพรรณบุรี เอฟซี, การท่าเรือ เอฟซี, บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, สมุทรปราการ ซิตี้, ตราด เอฟซี, นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี, ชลบุรี เอฟซี, พีทีที ระยอง, ราชบุรี มิตรผล เอฟซี, ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด, เชียงใหม่ เอฟซี, เชียงราย ยูไนเต็ด และเมืองทอง ยูไนเต็ด

 

ทีมจากไทยลีก 2 จำนวน 14 ทีม ประกอบด้วย แอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด, โปลิศ เทโร เอฟซี, หนองบัว พิชญ เอฟซี, สโมสรฟุตบอลราชนาวี, เอ็มโอเอฟ ศุลกากร ยูไนเต็ด, ระยอง เอฟซี, บีจี ปทุม ยูไนเต็ด, ไทยฮอนด้า เอฟซี, เจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด, ศรีสะเกษ เอฟซี, อาร์มี่ ยูไนเต็ด, ไทยยูเนี่ยน สมุทรสาคร เอฟซี, ลำปาง เอฟซี และอุบล ยูไนเต็ด

 

ทีมจากไทยลีก 3 จำนวน 10 ทีม ประกอบด้วย ราชประชา, แพร่ ยูไนเต็ด, ลำพูน วอริเออร์, ฉะเชิงเทรา ไฮเทค เอฟซี, นครปฐม ยูไนเต็ด, เชียงราย ซิตี้, บ้านบึง เอฟซี, กระบี่ เอฟซี, นครศรี ยูไนเต็ด และ ทหารบก เอฟซี

 

ทีมจากไทยลีก 4 จำนวน 11 ทีม ประกอบด้วย นครราชสีมา ห้วยแถลง ยูไนเต็ด, สมุทรปราการ เอฟซี, สิงห์บุรี บางระจัน เอฟซี, ปลวกแดง ยูไนเต็ด, เมืองเลย ยูไนเต็ด, คาเด็นซ่า สตูล ยูไนเต็ด, สยาม เอฟซี, วัดโบสถ์ ซิตี้, อุตรดิตด์ เอฟซี, บ้านค่าย ยูไนเต็ด และสุราษฎร์ธานี ซิตี้

 

ทีมจากไทยแลนด์ อเมเจอร์ ลีก หรือไทยลีก 5 จำนวน 13 ทีม ประกอบด้วย บีแอนด์บีพระราม 2 เอฟซี, กาญจนพัฒน์ เอฟซี, ฮิปโป เอฟซี, เชียงใหม่ดรีม เอฟซี, นอร์ทวชิราลัย เชียงใหม่ ยูไนเต็ด, ร้อยเอ็ด 2018 เอฟซี, กระนวน เอฟซี, สงขลา เอฟซี, BSB ปากเกร็ด ซิตี้, สี่แคว เอฟซี, ส้มผ่อ เอฟซี, สงขลา อัสลาน ทีเอสยู  และปราจีนบุรี ซิตี้

 

ซึ่งผลการจับสลากประกบคู่การแข่งขัน ช้าง เอฟเอ คัพ 2019 รอบ 64 ทีมสุดท้าย มีดังนี้

 

 

โดยทั้ง 32 คู่ จะทำการแข่งขันพร้อมกันหมดในวันพุธที่ 1 พฤษภาคม 2562 เพื่อหา 32 ทีมที่ดีที่สุดเข้าแข่งขันในรอบ 16 ทีมต่อไป

 

 

และนอกจากการแข่งขันฟุตบอลน็อคเอ้าท์อันเร้าใจแล้ว ทาง “เครื่องดื่มตราช้างช้าง” ยังมีกิจกรรมดีๆเพื่อน้องๆเยาวชนไทย กับโครงการคลินิกฟุตบอลเคลื่อนที่ “ช้าง เอฟเอ คัพ ฟุตบอล คลินิก 2019” ที่จัดขึ้นให้น้องๆได้เข้าร่วมฝึกฝนทักษะฟุตบอลอย่างถูกต้องกว่า 5 สนามทั่วประเทศ ในทุกรอบของการแข่งขัน และคัดเยาวชนฝีเท้าดีสนามละ 5 คน รวมทั้งสิ้น 25 คน เข้าอบรมทักษะฟุตบอลขั้นสูงกับทีมผู้ฝึกสอนจากเอคโคโน รับรองจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ณ ศูนย์พัฒนาศักยภาพนักกีฬา ภายในมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เป็นระยะเวลารวม 3 วัน

 

 

พร้อมทั้งจัดการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน “ช้าง เอฟเอ จูเนียร์ คัพ 2019” ซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอล 7 คน รุ่นอายุไม่เกิน 10 ปี แบบน็อคเอ้าท์ แพ้คัดออก ชิงทุนการศึกษารวม 50,000 บาท ส่วนกิจกรรมจะจัดขึ้นที่ใดบ้าง สามารถติดตามผ่านช่องทางออนไลน์ : ThaiBev ThaiTalent และ www.thaibevthaitalent.com